วันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550

จับตาจุดเปลี่ยนสมรภูมิสื่อสาร "ค่าเชื่อมต่อ"ระเบิดเวลาลูกแรก

http://www.ntc.or.th/index.php?option=com_content&task=view&id=2820&Itemid=208

จับตาจุดเปลี่ยนสมรภูมิแข่งขันยักษ์สื่อสารไทย หลัง "กทช." ทยอยประกาศใช้ "กฎ-กติกา" ใหม่ "นักวิเคราะห์-วงในธุรกิจโทรคมนาคม" ประสานเสียงฟันธง "อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ" เป็นระเบิดเวลาลูกแรก เร่งอุณหภูมิร้อนแข่งดุ และจุดพลุกรณีพิพาท เชื่อ "ยักษ์มือถือ" เตรียมปรับกระบวนรบรับมืออุตลุด ทั้งชี้โครงสร้างราคาและสภาพการแข่งขันอาจถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่เชื่อส่งผลดีต่อการขยายตัวของธุรกิจ


ประชาชาติธุรกิจ 1 พ.ค. 2549
จับตาจุดเปลี่ยนสมรภูมิแข่งขันยักษ์สื่อสารไทย หลัง "กทช." ทยอยประกาศใช้ "กฎ-กติกา" ใหม่ "นักวิเคราะห์-วงในธุรกิจโทรคมนาคม" ประสานเสียงฟันธง "อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ" เป็นระเบิดเวลาลูกแรก เร่งอุณหภูมิร้อนแข่งดุ และจุดพลุกรณีพิพาท เชื่อ "ยักษ์มือถือ" เตรียมปรับกระบวนรบรับมืออุตลุด ทั้งชี้โครงสร้างราคาและสภาพการแข่งขันอาจถึงจุดเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ แต่เชื่อส่งผลดีต่อการขยายตัวของธุรกิจ

การเพิ่มดีกรีความเข้มข้นของการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมไทยของคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ด้วยการเร่งมือผลักดันหลักเกณฑ์ และกฎกติกาใหม่ๆ เพื่อบังคับใช้กับผู้ประกอบธุรกิจสื่อสารในเมืองไทยกำลังได้รับการจับตามองด้วยใจระทึกพลันจากทั่วสารทิศ บนพื้นฐานความเชื่อที่ว่าน่าจะจุดพลุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งต่อการแข่งขันของตลาดโดยรวม การดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ หรือแม้แต่ผู้บริโภคในฐานะผู้ใช้บริการอย่างมากมายทีเดียวในอนาคตอันใกล้นี้ !!!

ไม่ว่าจะเป็นหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อโครงข่าย (อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ), หลักเกณฑ์เกี่ยวกับมาตรฐานของสัญญาให้บริการโทรคมนาคม, ร่างประกาศ กทช.ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงอัตราค่าธรรมเนียม และค่าบริการในกิจการโทรคมนาคม, ประกาศว่าด้วยมาตรการเพื่อป้องกันมิให้มีการกระทำอันเป็นการผูกขาด หรือก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขันในกิจการโทรคมนาคม รวมถึงประกาศ กทช.ว่าด้วยสัญญาอันเกี่ยวเนื่องกับการประกอบกิจการโทรคมนาคมที่ทำกับต่างประเทศ เป็นต้น

"นักวิเคราะห์" และบรรดายักษ์มือถือต่างเห็นตรงกันว่า การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเป็นอันดับแรกจะเกิดจากการประกาศใช้ "อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ" เนื่องจากจะผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแก้ไขสัญญาสัมปทานบริการโทรศัพท์มือถือ หรืออย่างมากที่สุดอาจลามถึงขั้นมีการยกเลิกการจ่ายส่วนแบ่งรายได้ของผู้รับสัมปทานด้วย

"ผู้รับสัมปทานในฝั่ง บมจ.กสท.โทรคมนาคม ได้แก่ ดีแทค ทรูมูฟ และดีพีซี ปัจจุบันต้องจ่ายค่าเช่าวงจร (แอ็กเซสชาร์จ) ให้ บมจ.ทีโอที แต่หลังการประกาศใช้อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จแล้วอาจมีบางรายตัดสินใจหยุดจ่าย เพราะมองว่าระบบอินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จจะมาแทนแอ็กเซสชาร์จ ซึ่งผู้รับสัมปทานในฝั่งของ กสทฯคงต้องมีการเจรจากับทีโอทีในเรื่องดังกล่าว ซึ่งบทสรุปจะออกมาในรูปแบบใดเป็นเรื่องที่น่าจับตาอย่างยิ่ง แต่มีแนวโน้มว่าอาจตกลงกันไม่ได้จนต้องฟ้องร้องกันในชั้นศาล" นักวิเคราะห์กล่าวและว่า

ผู้ประกอบการที่มีเครือข่ายมากที่สุดจะอยู่ในจุดที่ได้เปรียบ หากมีการนำระบบอินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จมาใช้ เนื่องจากจะมีรายได้จากการรับสายเข้าด้วย จากเดิมที่มีรายได้เฉพาะการโทร.ออกเท่านั้น ซึ่งผู้ที่มีเครือข่ายครอบคลุมมากที่สุดในปัจจุบันคือ เอไอเอส อย่างไรก็ตาม เรื่องดังกล่าวจะเป็นผลดีต่อดีแทค, ทรูมูฟ และดีพีซีด้วย เพราะมีโอกาสทำให้ต้นทุนทางธุรกิจลดต่ำลงจากการยกเลิกการจ่ายแอ็กเซสชาร์จที่แต่ละบริษัทต้องจ่ายเป็นเงินหลายพันล้านบาท

ด้านนายศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น และบริษัท ทรูมูฟ จำกัด กล่าวว่า ทรูมูฟอาจตัดสินใจหยุดจ่ายค่าแอ็กเซสชาร์จในทันทีที่มีการนำหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อโครงข่าย หรืออินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จมาใช้ และระบบเคลียริ่งเฮาส์พร้อมแล้ว เนื่องจากมองว่ารูปแบบการจ่ายแอ็กเซสชาร์จไม่ควรมีอีกต่อไปเมื่อมีการนำหลักเกณฑ์การเชื่อมต่อโครงข่ายแบบใหม่มาใช้

"อาจต้องมีการตีความกันก่อนว่า สัญญาแอ็กเซสชาร์จที่มีอยู่เดิม ซึ่งไม่ใช่สัญญาสัมปทาน ถ้ายังคงจ่ายอยู่เหมือนเดิม เมื่อมีการนำอินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จมาใช้แล้ว ถ้าจ่ายต่อผิดกฎหมายข้อไหนหรือไม่ด้วย แต่ผมเองมองว่าแอ็กเซสชาร์จก็ควรยกเลิกไปในทันทีที่มีอินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จแล้ว ซึ่งหลังจาก กทช.มีการประกาศใช้เป็นทางการแล้ว แต่ละบริษัทคงต้องมีการเจรจากัน ซึ่งการนำมาใช้ในทางเทคนิคไม่ใช่เรื่องยาก ขอให้มีเคลียริ่งเฮาส์ ซึ่งมีหลายบริษัททำเรื่องนี้อยู่"

นายศุภชัยกล่าวต่อว่า ปีที่ผ่านมาทรูมูฟจ่ายค่าแอ็กเซสชาร์จให้ บมจ.ทีโอทีเป็นเงินประมาณ 4,000 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะจ่ายมากขึ้น เนื่องจากมีฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น ซึ่งหากรวมกับที่จ่ายมาในอดีตแล้วจะเกินกว่า 10,000 ล้านบาท

แหล่งข่าวในวงการโทรคมนาคมกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บมจ.ทีโอทีจะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด โดยเฉพาะในเบื้องต้น เนื่องจากเดิมเคยมีรายได้จากค่าแอ็กเซสชาร์จเป็นเงินหลายพันล้านบาทต่อปี ซึ่งกรณีดังกล่าวน่าจะเป็นปัญหาหลักที่ทำให้การทำข้อตกลงเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายมีความล่าช้า หลัง กทช.ประกาศใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวแล้ว

"กฎบางอย่างที่ระบุอยู่ในมาตรฐานสัญญาบริการโทรคมนาคม ซึ่ง กทช.มีร่างออกมาแล้ว และกำลังจะทำประชาพิจารณ์ในช่วงปลายเดือน พ.ค.นี้ โดยเฉพาะเรื่องเกี่ยวกับการยกเลิกวันหมดอายุบัตรเติมเงินจะมีผลกระทบต่อผู้ให้บริการมือถือด้วยเช่นกัน เพราะจะประเมินรายได้ต่อเลขหมายต่อเดือนได้ยาก เนื่องจากรายได้ขั้นต่ำต่อเดือนที่เคยอยู่ที่ 300 บาท (บัตรเติมเงินมูลค่า 300 บาท ใช้ได้นาน 1 เดือน) จะหายไป แต่ถ้าคิดในภาพรวมแล้วคงไม่มีผลกระทบ หากมีการนำมาใช้หลังอินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ เพราะผู้ให้บริการจะมีรายได้จากการรับสายเข้าด้วย จากเดิมที่มีรายได้เฉพาะเมื่อลูกค้าโทร.ออกเท่านั้น"

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ผู้ให้บริการโทรคมนาคมต้องปรับตัว และเตรียมการเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ๆ ในการกำกับดูแลกิจการโทรคมนาคมของ กทช.ด้วย ซึ่งกฎและกติกาใหม่ๆ จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจโทรคมนาคมไทยในหลายด้านด้วยกัน เช่น เมื่อมีการใช้อินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จจะส่งผลให้โปรโมชั่นค่าโทร.ราคาต่ำมากๆ ลดความร้อนแรงลง เพราะเมื่อลูกค้าโทร.ข้ามเครือข่าย ผู้ให้บริการต้องเสียค่าเชื่อมต่อให้อีกเครือข่ายด้วย

"โครงสร้างราคามือถือ รวมถึงการแข่งขันมีโอกาสเดินไปถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในเร็ววันนี้ ซึ่งเชื่อว่าผู้ประกอบการแต่ละรายต่างคาดการณ์ถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นได้อยู่แล้ว เพราะกรณีอินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จก็เป็นสิ่งที่มีใช้อยู่แล้วในต่างประเทศ จึงมีตัวอย่างให้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นบ้าง หรือกรณีการใช้เบอร์เดียวทุกระบบที่ กทช.กำลังเร่งดำเนินการอยู่ ถ้าใช้ได้เมื่อไร การแข่งขันก็อาจยิ่งรุนแรงขึ้นอีก เพราะการเปลี่ยนค่ายจะทำได้ง่ายมาก แต่ทั้งหมดจะส่งผลดีต่อธุรกิจโดยรวมทำให้ตลาดขยายตัวขึ้นอีก"

แหล่งข่าวจาก บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า เอไอเอสมั่นใจว่าจะมีรายได้เพิ่มขึ้นจากอินเตอร์คอนเน็กชั่นชาร์จ เพราะการมีเครือข่ายที่ครอบคลุมมากที่สุด และมีฐานลูกค้ามากที่สุดทำให้มีโอกาสที่จะมีเป็นฝ่ายรับสายเข้ามากกว่า ขณะที่ปริมาณการโทร.ภายในเครือข่ายของเอไอเอสเองก็มีอยู่มากพอๆ กับการโทร.ไปยังเครือข่ายคู่แข่ง นอกจากนี้เอไอเอสยังอยู่ระหว่างการเตรียมการที่จะปรับโครงสร้างอัตราค่าบริการ เพื่อให้สอดคล้องกับพฤติกรรมการใช้งานของลูกค้าแต่ละกลุ่มมากยิ่งขึ้นด้วย แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดใดๆ ได้ในขณะนี้ แต่หากมีการนำมาใช้เชื่อว่าจะสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับตลาดได้อย่างแน่นอน

ไม่มีความคิดเห็น: